การพบกันครั้งยิ่งใหญ่ ทรัมป์-คิม สร้างความสัมพันธ์และร่วมถ่ายรูปออกสื่อ

trump-kim-

แต่ไหนแต่ไรมาใครๆ ก็รู้ดีว่าสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือคือประเทศที่เบื่อขี้หน้ากันอย่างรุนแรง เหตุผลไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่สหรัฐฯ ถือระบบปกครองแบบเสรี ใช้ประชาธิปไตยเป็นตัวตั้งของกฎหมายขณะที่เกาหลีเหนือยังคงใช้ระบบคอมมิวนิสต์ปิดหูปิดตาประชาชนพร้อมกับสั่งสอนประชาชนในประเทศทุกคนว่าสหรัฐฯ คือตัวอันตรายสำหรับพวกเขา เคยมีปัญหากระทบกระทั่งกันบ่อยครั้งโดยเฉพาะเรื่องเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองและชอบซ้อมการยิงนิวเคลียร์นี้อยู่บ่อยๆ แต่เมื่อไม่กี่เดือนผ่านมาเชื่อว่าคนทั้งโลกต้องตกตะลึงพร้อมจับตาดูในเรื่องอันน่าสนใจเกี่ยวกับการพบหน้ากันเป็นครั้งแรกของผู้นำทั้งสองประเทศ

การพบกันครั้งประวัติศาสตร์ ทรัมป์-คิม

เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนผ่านมามีข่าวต่างประเทศที่ทั่วทั้งโลกให้ความสนใจสุดๆ นั่นคือนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของสหรัฐฯ และนาย คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือได้ตัดสินใจว่าจะเข้าพบหน้ากันเป็นครั้งแรกพร้อมจับมือและสงนามสัญญาเกี่ยวกับเรื่องของการปลดอาวุธนิวเคลียร์ สิ่งนี้ถือเป็นเรื่องที่ทั้งโลกจับตามองกันสุดๆ เพราะก่อนหน้านี้ใครต่างรู้ดีว่าทั้งคู่ไม่ค่อยกินเส้นกันเท่าไหร่นัก นับตั้งแต่ที่ทรัมป์ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเขาเคยมีปัญหากับคิมอยู่บ่อยครั้งถึงขนาดมีอยู่ช่วงหนึ่งทั้งโลกเกรงว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 กันขึ้น ทว่าล่าสุดข่าวดังกล่าวที่ออกมาทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าทั้งคู่น่าจะเริ่มต้นปรับความเข้าใจอะไรบางอย่างได้ดีมากขึ้น

ผู้นำประเทศของทั้งสองประเทศได้มาพบหน้ากันเป็นครั้งแรกพร้อมด้วยการจับมือครั้งประวัติศาสตร์ก่อนมีการลงนามหารือในข้อตกลงปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี โดยเอกสารในการลงนามระบุเอาไว้ชัดเจนว่า “จะปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสิ้นเชิงบนคาบสมุทรเกาหลี” โดยทั้งคู่ได้พบกันที่โรงแรมหรูหราบริเวณเกาเซนโตซ่า สิงคโปร์ ก่อนมีการหารือเพื่อลดความตึงเครียดพร้อมบรรลุเรื่องของการปลดอาวุธนิวเคลียร์จนทำให้ทั่วทั้งโลกต่างยิ้มได้ไปตามๆ กัน

นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีของคนทั้งโลกไม่ใช่แค่ 2 ประเทศนี้เท่านั้นเพราะใครต่างก็รู้ดีว่าทั้งสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือต่างเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมายาวนาน มีการสาดสงครามน้ำลายใส่กันตลอด และดูท่าว่าไม่น่าลงรอยกันได้ แต่ด้วยการประชุมในครั้งนี้ทำให้หลายคนพอมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อย่างน้อยโลกของเราก็ลดโอกาสการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้ในระดับหนึ่งและถือเป็นสัญญาณอันดีที่โลกจะเกิดความสงบสุขได้ในเร็ววันนี้